
ใครกันแน่คือโจร? ถอดรหัสวาทกรรม Thief Land กับความจริงทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม
สรุปเนื้อหา
เมื่อวาทกรรม "Thief Land" ถูกปั่นกระแสในโลกออนไลน์ บทบาทผู้เสียหายก็กลายเป็นเกราะบังตาให้คนหลายคนมองข้ามข้อเท็จจริงไป แต่พอลองแกะความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์ออกดูจริง ๆ จะเห็นว่าเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และ "ชุดไทย" อันประณีตงดงาม ไม่เคยเป็นสิ่งที่ขโมยมาจากใคร หากเกิดจากการต่อยอด ประยุกต์ และสร้างสรรค์ บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้อย่างชัดเจน
ภาพลวงตาบนโลกโซเชียล กับเรื่องเล่าที่ถูกเขียนขึ้นใหม่
ใครที่ติดตามประเด็นออนไลน์มาสักพักคงเคยเห็นกระแสปะทะทางวัฒนธรรมบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะข้อกล่าวหาหนักหน่วงจากชาวเน็ตบางกลุ่มในกัมพูชาที่ตราหน้าประเทศไทยว่าเป็น "Thief Land" หรือ "ดินแดนแห่งขโมย" อ้างว่าไทยกวาดต้อนทั้งศิลปะ วัตถุโบราณ ดินแดน ไปจนถึงวัฒนธรรมประเพณี ไปจากจักรวรรดิเขมรโบราณทั้งหมด
คำกล่าวหานี้ไม่ได้ผุดขึ้นมาลอย ๆ แต่ถูกปลูกฝังผ่านระบบการศึกษามาหลายสิบปี มีเนื้อหาในแบบเรียนที่ชี้หน้าให้ไทยเป็น "ตัวร้าย" ผู้ปล้นชิง คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ความจริงทางประวัติศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันข้อกล่าวหานี้จริงหรือ
เมื่อเรื่องราวพลิกกลับ
ด้วยหลักฐานเพียงไม่กี่ภาพทุกอย่างพลิกผันอย่างน่าสนใจ เมื่อเราหยุดฟังเสียงลือแล้วเริ่มตั้งคำถามด้วยหลักฐานจริง
ลองนึกภาพนี้ดู: ชาติหนึ่งอ้างว่าตนเป็น "ต้นตำรับ" ของชุดไทยและเครื่องแต่งกายอันสง่างามประณีต แต่พอย้อนกลับไปค้นคลังภาพโบราณเพื่อหาความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม กลับเจอแต่ความเงียบ ภาพถ่ายราชสำนักในอดีตของประเทศที่อ้างตัวว่าเป็นต้นตำรับมีอยู่น้อยมาก ภาพที่ถูกแชร์ซ้ำ ๆ ส่วนใหญ่มาจากภาพยนตร์หรือสารคดีที่ถ่ายทำขึ้นในยุคหลัง

พระราชินีโมนิก ใส่ชุดไทยในภาพยนตร์ The Enchanted Forest ปี 1966
สมเด็จพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ (พระราชินีโมนิก) แห่งกัมพูชา ใส่ชุดไทยในภาพยนตร์ [The Enchanted Forest ปี 1966](imdb.com) ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย สมเด็จนโรดม สีหนุ ซึ่งเป็นการใส่ชุดไทยเพียงไม่กี่ครั้งของราชวงศ์กัมพูชา และภาพนี้ชาวกัมพูชาเอาออกมาบอกว่าตัวเองเป็นต้นตำรับชุดไทย ทั้งที่มีภาพอยู่แค่นี
ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "ขโมย" อย่างไทย กลับมีคลังภาพถ่ายและบันทึกประวัติศาสตร์สืบทอดมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการถ่ายภาพ (Early Photography) ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ทั้งจดหมายเหตุ ภาพถ่ายราชสำนัก และภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งในและต่างประเทศ ที่ถูกบันทึกไว้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ และได้รับการนำเสนอโดยสื่อชั้นนำระดับโลก
และประเทศไทย ก็มีการใส่ชุดไทยในการประกวดนางงามกันมานานแล้ว รวมถึงการประกวดในระดับสากล เช่น Miss Universe
จะเห็นว่าไทยเรานั้นมีการสืบสานการแต่งกายด้วยชุดไทยผ้าสไบมาอย่างยาวนาน และมีการรับรู้อย่างเป็นสากล ส่วนกัมพูชานั้นหากย้อนกลับไปแทบไม่มีเลยที่ใช่ชุดแบบนี้ เพิ่งจะมาฮิตไม่กี่ปีหลังจากได้เห็นละครไทยใส่ชุดไทยอย่างสวยงาม ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้น ย้อนไปไม่กี่ปีก่อน นครวัดยังเคยมีข้อห้ามไม่ให้ผู้เข้าชมแต่งกายด้วยชุดไทย

กัมพูชาห้ามนักท่องเที่ยวใส่ชุดไทยเข้าชมนครวัด
และอีกหลักฐานคือข่าวจาก EAC News ว่ากระทรวงอัปสรา (APSARA National Authority) ได้ขอความร่วมมือให้ร้านค้าบริเวณหน้านครวัด ระงับการเตรียมและจัดบริการชุดแต่งกายโบราณให้แก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชาตรวจพบว่า ชุดและการตกแต่งของหลายร้านไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ วัฒนธรรม และประเพณีดั้งเดิมของเขมร เมื่อปี 2022

นี่เป็นหลักฐานชั้นดีว่าทางภาครัฐของกัมพูชาเองนั้น ก็รู้อยู่เต็มอกว่านี่ไม่ใช่เครื่องแต่งกายของชาวกัมพูชา แต่ประชาชนนิยมใส่ โดยเฉพาะใส่ถ่ายรูปที่นครวัด ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่สุดและที่เดียวของกัมพูชา จะเป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมเขมรโบราณได้
แต่พอกระแสนิยมเปลี่ยนไป ทั้งหน่วยงานและชาวเน็ตกลับพากันอ้างว่าชุดไทยที่สง่างามเหล่านี้ "เป็นของเขมรมาแต่โบราณ" อย่างพลิกฝ่ามือโดยไม่อายสิ่งที่ตัวเองได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และไม่อายบรรพบุรุษของชาวเขมรกันเลย
ลองย้อนถามกลับไปที่ความจริงพื้นฐานดูบ้าง: ถ้าวัฒนธรรมนี้สืบทอดกันมาจริงในวิถีชีวิต แล้วเหตุใดชุดแต่งงานประเพณีหรือชุดประจำชาติในชีวิตประจำวันของฝั่งที่กล่าวอ้าง จึงไม่เคยปรากฏชุดไทยพระราชนิยมเหล่านี้เลย จนกระทั่งเพิ่งถูกหยิบมาเคลมในยุคโซเชียลมีเดียนี้เอง
ความคิดสร้างสรรค์และการประยุกต์
คือหัวใจที่แท้จริงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในภูมิภาคอุษาคเนย์เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นมาเป็นพัน ๆ ปี ไม่มีวัฒนธรรมใดในโลกดำรงอยู่แบบสุญญากาศโดยไม่รับอิทธิพลจากที่อื่น และเมื่อมองย้อนกลับมาที่ศิลปวัฒนธรรมของไทยหรือชาวสยามนั้น สิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมไทยโดดเด่นและยืนหยัดมาถึงปัจจุบัน มาจากปัจจัยหลักสามอย่าง
ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่พบเห็นในปัจจุบันของกัมพูชาอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนี้ชาวกัมพูชาหลงไหลได้ปลื้มกับวัฒนธรรมไทยจนเกินคำว่า "ชอบ" ไปถึงขั้น "คลั่งไคล้" และอยากได้เป็นของตัวเอง จนทำสิ่งต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะบิดเบือนข่าวสาร สร้างภาพจำที่ผิดๆ ออกสู่สายตาชาวโลก ทั้งที่ไม่มีรากฐาน ไม่มีทั้งสามสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเลย
สรุป:
ใครกันแน่คือโจรเมื่อเปิดประวัติศาสตร์ออกดูจริง ๆ ความจริงก็ชัดเจนขึ้นมาทันที การปั้นเรื่องเล่าเพื่อปลูกฝังความเกลียดชังต่อประเทศเพื่อนบ้าน แล้วอาศัยมันกุมอำนาจต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ไม่ใช่แค่การลอกเลียนศิลปวัฒนธรรม แต่คือการบิดเบือนความจริง บิดเบือนประวัติศาสตร์ และปิดกั้นความคิดของคนในชาติตัวเอง
แล้วใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์จากวาทกรรมนี้มากที่สุด?
คำตอบไม่ต้องเสาะหาไกล เพราะผู้ที่อยู่ศูนย์กลางของระบอบการเมืองซึ่งปลุกปั่นวาทกรรมเหล่านี้ ปรากฏตัวอยู่บนสื่อระดับโลกมานานหลายสิบปี — ฮุน เซน (Hun Sen) อดีตผู้นำที่กุมอำนาจการเมืองกัมพูชามาอย่างยาวนาน และมักใช้กระแสชาตินิยมสุดโต่ง พร้อมกับการชี้นิ้วมาที่ไทย เป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ
การเคลมผลงาน ความประณีต และอัตลักษณ์ที่คนอื่นเพียรสร้างมานับร้อยปี ไปเป็นของตัวเองโดยปราศจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมธรรมดา แต่คือการช่วงชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างเปิดเผย
ที่น่าคิดคือ คนกัมพูชาเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าชุดไทยเพิ่งจะมาได้รับความนิยมในหมู่พวกเขาเองเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก่อนหน้านั้นชุดที่สวมใส่กันมาตลอดคือ "ซัมปอต" ไม่ใช่ชุดไทย แต่พอกระแสความนิยมเปลี่ยน กลับรีบเคลมทันทีว่าเป็นของตัวเองมาแต่โบราณ ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ใช่ นี่แหละคือนิสัยของโจรตัวจริง คือไม่ได้ขโมยเพราะไม่รู้ ไม่ได้ขโมยเพราะเข้าใจผิด แต่ขโมยทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ทั้งผู้นำ ทั้งหน่วยงานรัฐ และประชาชน เป็นขโมยกันทั้งกัมพูชา
ดังนั้น ครั้งหน้าที่มีใครตะโกนใส่หน้าคุณว่าประเทศไทยคือ "Thief Land" ก็ยิ้มรับอย่างใจเย็น แล้วชวนเขาย้อนกลับไปมองระบอบการปกครองของตัวเอง เพราะโจรตัวจริงไม่ใช่คนที่ลงแรงสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง แต่คือระบอบที่ฉวยเอาสิ่งที่คนอื่นสร้างไว้อย่างงดงาม มาแปะป้ายว่าเป็นของบรรพบุรุษตัวเอง
