
เขมรแอบเนียนเคลมวัฒนธรรมไทย ผ่าน MV ของเวียดนาม
MV เพลงของนักร้องชาวเวียดนามเพลงหนึ่งที่ปล่อยออกสู่โลกออนไลน์ กลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งดราม่าข้ามประเทศ ที่ทำให้ชาวเน็ตไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต้องออกมาโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน? เกี่ยวกับการแต่งกาย และศิลปวัฒนธรรม
หากมองเผินๆ นี่อาจไม่มีอะไรมากนัก แต่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทางการเมืองและวัฒนธรรมครับ—แต่มันคือ "ปฏิบัติการอีแอบ" ที่แยบยล ซึ่งกำลังดึงเอาความลื่นไหลทางประวัติศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยในเวียดนาม มาสร้างภาพลวงตาเพื่อ "เคลม" ศิลปวัฒนธรรมไทยให้กลายเป็นของประเทศข้างบ้านอย่างกัมพูชา

ชนวนเหตุใน MV เวียดนาม กับการแทรกซึมผ่าน "ขแมร์กรอม"
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมงานโปรดักชันเบื้องหลัง MV ของนักร้องเวียดนาม (ซึ่งมีรายงานว่ามีทีมงานและผู้เกี่ยวข้องชาวกัมพูชาหรือผู้มีเชื้อสายกัมพูชาปะปนอยู่) ได้จัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ และเครื่องประดับที่มีเค้าโครงและอัตลักษณ์ของ "ชุดไทย" อย่างเห็นได้ชัด แต่กลับพยายามอ้างว่าเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของชาว [ขแมร์กรอม (Khmer Krom)](en.wikipedia.org.gov / .edu) หรือกลุ่มคนเชื้อสายเขมรที่อาศัยอยู่ในบริเวณดินแดนตอนใต้ของเวียดนาม (แถบลุ่มน้ำโขง)

เมื่อถูกตั้งคำถามจากชาวเน็ตไทย การตอบโต้กลับไม่ได้อิงตามประวัติศาสตร์การออกแบบผ้าและการแต่งกายที่เกิดขึ้นจริง แต่กลับเลี่ยงไปใช้คำว่า "วัฒนธรรมร่วม" หรือการอ้างสิทธิ์ชุดแต่งงานโบราณของกัมพูชา โดยมีเป้าหมายสร้างภาพให้โลกเข้าใจผิดว่า ไทยเป็นผู้ลอกเลียนแบบ นี่คือกลยุทธ์เบี่ยงประเด็นที่อันตรายมาก เพราะประชากรชาวขแมร์กรอมในเวียดนามใต้นั้น โดนภาครัฐกัมพูชาและตำราเรียนในพนมเปญปลูกฝังความเชื่อเรื่องประวัติศาสตร์แบบ "ฝ่ายเดียว" มาหลายทศวรรษ
"คนไทยมาจากอัลไต" และความจริงทางโบราณคดี
หนึ่งในวาทกรรมหลักที่ทางการกัมพูชาใช้ในการล้างสมองประชาชนตนเองมาตั้งแต่เด็ก คือการสร้างความเชื่อที่ว่า "ชาวสยาม (เสียม) ไม่มีรากเหง้าดั้งเดิมในภูมิภาคนี้ แต่เป็นชนกลุ่มน้อยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตในประเทศจีน มารุกรานดินแดน และปล้นขโมยวัฒนธรรมเขมรไปทั้งหมด"
แต่มุมมองนี้ขัดแย้งกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดีระดับสากลอย่างสิ้นเชิง!
การขุดค้นทางโบราณคดีที่ บ้านโนนวัด จังหวัดนครราชสีมา แสดงให้เห็นร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ยุคหินใหม่และยุคโลหะที่อายุกว่า 4,000 ปี มีหลักฐานการกสิกรรมและวัฒนธรรมการเลี้ยงสัตว์อย่างชัดเจน (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยได้ที่ [Timeline of Thai History - Wikipedia](en.wikipedia.org.gov / .edu))

การขุดค้นทางโบราณคดี ณ บ้านโนนวัด อำเภอโนนสูง นครราชสีมา
ยิ่งไปกว่านั้น การรับรองเมืองโบราณ ศรีเทพ ให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ([UNESCO World Heritage Centre](unesco.org.gov / .edu)) ก็ยิ่งยืนยันว่า ดินแดนไทยมีอารยธรรมทวารวดีที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนยุคสุโขทัยนานนับพันปี ดินแดนแถบนี้จึงเป็นพื้นที่ผสมผสานทางวัฒนธรรมที่มีมนุษย์อยู่อาศัยต่อเนื่อง ไม่ใช่ดินแดนว่างเปล่าที่ถูก "คนจากเทือกเขาอัลไต" มารุกรานแต่อย่างใด

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ มรดกโลก
จากชุดไทยพระราชนิยม สู่กระแส "บุพเพสันนิวาส" ที่ถูกบิดเบือน
ทำไมโลกถึงจดจำได้ทันทีว่านั่นคือ "ชุดไทย"?
ย้อนกลับไปในช่วงพุทธทศวรรษ 2500 (1960s) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้ศึกษารูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในประวัติศาสตร์ และทรงออกแบบพัฒนาเป็น "ชุดไทยพระราชนิยม" ทั้ง 8 แบบ เพื่อใช้ในพระราชกรณียกิจและการเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ประวัติศาสตร์ชุดไทยได้รับการยอมรับและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก (ศึกษาเพิ่มเติมได้จากประวัติและพระราชกรณียกิจที่ [Queen Sirikit Biography - Wikipedia](en.wikipedia.org.gov / .edu))
ในทางกลับกัน ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในอดีต ภาพพระราชินีหรือสตรีชนชั้นสูงมักแต่งกายด้วย "ผ้าซัมปอต" (Sampot) หรือนุ่งโจงกระเบนแบบดั้งเดิม ไม่เคยปรากฏรูปแบบการสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมหรือชุดสไบปักห่มสลายแบบที่เป็นอัตลักษณ์ไทยชัดเจนในชีวิตประจำวัน
ทว่า เมื่อละครไทยเรื่อง "บุพเพสันนิวาส" โด่งดังระเบิดกระแสไปทั่วภูมิภาคอาเซียน รวมถึงในกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากเริ่มหันมานิยมแต่งกายตามละครไทย แต่แทนที่จะยอมรับในฐานะ Soft Power ของไทย ทางการและกระแสโซเชียลในกัมพูชากลับพยายามรีแบรนด์สไบและชุดไทยเหล่านั้นให้กลายเป็น "ชุดแต่งงานโบราณของเขมร" เพื่อกลบเกลื่อนความจริง
บทสรุป: ชนวนเหตุระเบิดลูกใหม่... ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง "เวียดนาม - กัมพูชา"
การที่กลุ่มอิทธิพลสื่อทางความคิดของกัมพูชา พยายามสอดไส้อัตลักษณ์ไทยผ่านทางผลงานสื่อบันเทิงของเวียดนามโดยใช้ชื่อของ "ขแมร์กรอม" เป็นฉากหน้า ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อไทยเพียงฝ่ายเดียวครับ
แต่นี่กำลัง กลายเป็น ชนวนระเบิดทางความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและกัมพูชา โดยไม่รู้ตัว เพราะการส่งเสริมวาทกรรมที่ว่า "ดินแดนเวียดนามใต้ (Kampuchea Krom) เป็นของกัมพูชาที่ถูกแย่งชิงไป" ผ่านสื่อความบันเทิง อาจนำไปสู่ปัญหากระทบกระทั่งด้านอธิปไตยและความมั่นคงระหว่างประเทศในอนาคต
ความจริงทางประวัติศาสตร์และอารยธรรม ไม่ใช่นิยายที่ใครจะตบตาและ rewritten (เขียนขึ้นใหม่) ตามใจชอบได้ สายตาของชาวโลกและหลักฐานทางสถิติ-โบราณคดีสากล คือสิ่งที่จะพิสูจน์ว่า "ความจริง" ย่อมไม่มีวันถูกกลืนหายไปโดยข่าวปลอมหรือการเคลมที่ปราศจากรากเหง้าอย่างแน่นอน!
