ทั่วไป·27 นาที

กัมพูชาสอดไส้ชุดไทยในเอกสารขอขึ้น UNESCO อย่างหน้าไม่อาย

เผยแพร่ 6 สิงหาคม 2569โดย ทีมงาน UnFake Newsอ่าน 27 นาที
แชร์บทความนี้

คุณเคยลองเปิดดูภาพถ่ายเก่าๆ ของงานแต่งงานในกัมพูชาเมื่อสัก 20-30 ปีก่อนไหมครับ?

ถ้าเคยเห็น ภาพที่คุณจะได้เจอคือเจ้าสาวและเจ้าบ่าวที่นุ่งผ้าซัมปอต (Sampot) หรือชุดสไบสั้นแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาพื้นบ้านของกัมพูชามาอย่างยาวนาน

แต่ถ้าคุณลองขยับเวลามาดูภาพบรรยากาศงานแต่งงานในกัมพูชายอดฮิตช่วงไม่กี่ปีมานี้... คุณอาจจะต้องขยี้ตาแรงๆ เพราะภาพเจ้าสาวกัมพูชาในสเกลงานหรูหรา กลับพากันสวม "ชุดไทยจักรี" หรือ "ชุดไทยสิวาลัย" สไบยาวปักดิ้นทอง อะไหล่เครื่องประดับสไตล์ไทยแท้แบบว่าถ้าไม่เห็นตัวหนังสือของงานที่อยู่ด้านหลัง หรือเห็นธงชาติกัมพูชา ก็คงจะนึกว่านั่นคือการแต่งงานของคนไทย (คนกัมพูชาชอบนำธงชาติติดตัว และโชว์ในที่ต่างๆ แบบไร้เหตุผลและไม่มีกาละเทศะ คงเพราะประเทศตัวเองไม่มีรากเหง้า เลยมีปมด้อยเรื่องเชื้อชาติ จึงพยายามแสดงออกทุกทาง แต่เพราะการศึกษาและมารยาทไม่ค่อยมี เราเลยเห็นการ “บ้าธง” แบบที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน)

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะความชอบแฟชั่นชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันมีเบื้องหลังและปมประเด็นทางวัฒนธรรมที่ประเทศหนึ่งกล่าวหาว่าอีกประเทศขโมยวัฒนธรรมทั้งที่เค้าเป็นเจ้าของได้อย่างหน้าไม่อาย

ปรากฏการณ์ "บุพเพฟีเวอร์" สู่การเปลี่ยนผ่านแฟชั่น

ย้อนกลับไปช่วงปี 2018 กระแสละครไทยเรื่อง บุพเพสันนิวาส (Love Destiny) ได้สร้างปรากฏการณ์ Soft Power กระจายไปทั่วภูมิภาคอาเซียน ชาวกัมพูชาจำนวนมากต่างคลั่งไคล้ละครเรื่องนี้ และพากันชื่นชอบการแต่งกายด้วยชุดไทยตามตัวละครในเรื่อง แล้วไปถ่ายรูปด้วยชุดไทยตามโบราณสถาน ใส่ถ่ายรูปในวาระต่างๆ เพราะใส่แล้วสวยและสง่า เช่นการประกวดนางงาม แล้วก็นำมาประยุกต์ใช้ในงานแต่งงาน แทนการใส่ชุดซัมปอต (Sampot) ที่เป็นชุดประจำชาติของกัมพูชาและนิยมใส่ในงานแต่งงานกันมาตลอด

เมื่อประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือน

หลังจากชุดไทยกลายเป็นความนิยมหลักในงานแต่งงาน สื่อบางกลุ่มและกระแสในโซเชียลมีเดียกัมพูชาเริ่มสร้างโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) และล้างสมองคนในประเทศตัวเอง ด้วยการอ้างว่า “ชุดแต่งงานสไตล์นี้เป็นของกัมพูชามาตั้งแต่โบราณ และไทยต่างหากที่ไปเลียนแบบไป”

แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์สากลมีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า "ชุดไทยพระราชนิยม" ถูกศึกษาวิเคราะห์ รวบรวม และออกแบบขึ้นอย่างเป็นระบบโดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของประเทศไทย ร่วมกับนักออกแบบเครื่องแต่งกายระดับโลกในช่วงยุค 1960s (พ.ศ. 2500) โดยมีภาพถ่าย เอกสาร และสิ่งทอจัดแสดงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ

รูป
รูป
รูป

แต่ชาวกัมพูชาไม่เคยรับรู้เรื่องราวภายนอกประเทศ หรือมีอินเตอร์เนตแต่จะโดนปิดกั้นข้อมูล ทำให้รับรู้เฉพาะข้อมูลที่ทางการกัมพูชาอยากให้รู้เท่านั้น แม้ว่าก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามเคยใส่ชุดไทยจะถ่ายรูปบริเวณนครวัด กลับโดน รปภ.ห้ามเพราะทางการห้ามใส่ชุดของชาวต่างชาติ (ชุดไทย) ถ่ายรูปในนครวัด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ทางการกัมพูชาได้เคยปฎิเสธชุดไทยมาก่อน

รูป

แต่กระแสความชื่นชอบชุดไทยของชาวกัมพูชานั้นมีมหาศาลมาก ทำให้ทางการกัมพูชาไม่อาจต้านทางกระแสได้ จึงเปลี่ยนเกมด้วยการเปลี่ยนมุมมาทำให้ชุดไทยกลายเป็นชุดเขมรโบราณ และด้วยการที่มีสื่ออยู่ในมือของรัฐบาล ก็สามารถแต่งเรื่องอะไรก็ได้แล้วทำให้ประชาชนเชื่อ นอกจากจะสร้างเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ในด้านอื่น เช่นเขตแดน เชื้อชาติ วัฒนธรรม ก็จะมีเรื่องของ ชุดไทย เพิ่มเข้ามา เพราะตอนนี้ทั้งประเทศกัมพูชานิยมใส่ชุดไทย จนชุดซัมปอตแทบจะสูญพันธ์ไปจากวัฒนธรรมของกัมพูชา

cambodia wedding dress
cambodia wedding dress
sampot wedding dress
cambodia wedding dress

แผนสอดไส้ในแฟ้มเอกสาร UNESCO

สิ่งที่กัมพูชามักจะทำอยู่เสมอ คือ พยายามนำสิ่งที่ตัวเองอยากครอบครองยื่นขอขึ้นทะเบียน UNESCO ตั้งแต่ในยุคก่อนที่การหาข้อมูลไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยนี้ มีการมั่วข้อมูลอยู่ก็ไม่น้อย ก็ทำให้ทั้งได้ขึนทะเบียนบ้าง หรือถูกปัดตกบ้าง และชุดไทยนี้ก็เช่นกัน

แต่การที่กัมพูชาจะอ้างเอาดื้อๆ ว่าชุดไทยคือชุดของกัมพูชาในระดับ UNESCO ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เหมือนชาวเน็ตกัมพูชาที่อยากได้อะไรก็แค่ไป save รูปของคนอื่นมาจากใน internet แล้วแปะรูปธงชาติกัมพูชาลงไป เพียงเท่านี้ สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นของกัมพูชาแล้ว นี่คือพฤติกรรมของชาวเน็ตกัมพูชาที่ไม่เคยละอายกับสิ่งใดๆ เลย

การจะเคลมชุดไทยไม่ได้ทำได้ง่ายๆ ในระดับนานาชาติ รัฐบาลกัมพูชารู้ แต่ชาวเน็ตกัมพูชาไม่รู้ (ก็ทำคอนเทนต์ใส่ชุดไทยกันอย่างรัวๆ ไม่หยุดหย่อน) เพราะทางการกัมพูชารู้ว่า “ชุดไทย” เป็นภาพจำของชาวต่างชาติเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงชุดไทยมานานและบ่อยทั้งในและต่างประเทศ และแม้ว่าไทยจะยังไม่ได้ขึนทะเบียนชุดไทยบน UNESCO แต่ทางการกัมพูชาก็รู้ว่านี่คือ “ชุดประจำชาติไทย”

ดังนั้นการจะขอขึ้นทะเบียน UNESCO โดยเอาชุดไทยไปเป็นชุดประจำชาติกัมพูชาจะทำให้โดนปัดตกได้ง่ายๆ ทางการกัมพูชาก็เลยพลิกแพลง เปลี่ยนให้ชุดไทยที่ “อยากได้เป็นชุดประจำชาติ” ให้กลายเป็น “ชุดแต่งงานเขมรโบราณ” ซึ่งมีการทำอย่างเป็นขบวนการ จำได้ไหมว่าก่อนหน้านี้ทางการเคยห้ามใส่ชุดไทยในนครวัด เพราะเป็นชุดของต่างชาติ (ชุดของคนไทย) และช่วงหลังได้บอกให้ชาวกัมพูชาห้ามใส่ชุดไทยพร่ำเพรื่อ เพราะปกติแล้วชาวกัมพูชานิยมใส่ถ่ายรูปเล่นกัน เพราะชุดสวย ถ่ายแฟชั่น ถ่ายภาพครอบครัว ถ่ายทุกโอกาส เพราะตามตรรกะแล้ว จะไม่มีใครเอา “ชุดแต่งงาน”​ ถ่ายรูปทุกโอกาส ไม่เว้นแมักระทั่งเด็กอายุไม่กี่ขวบก็ใส่ถ่ายรูปกันเต็มไปหมด เด็กๆ เหล่านั้นแต่งงานอยู่เหรอ?

Cambodia Prime Minister Family Wear Thai Dress

นี่คือสิ่งที่ทางการกัมพูชาแก้ไม่ตก แต่เมื่ออยากให้ชุดไทยผ้าสไบได้ขึ้นทะเบียน UNESCO ในหัวข้ออะไรก็ได้ แล้วค่อยบิดเบือนว่ากัมพูชาได้ UNESCO ในฐานะ “ชุดประจำชาติ” อีกที ซึ่งการบิดเบือนนี้ กัมพูชาทำมาตลอดกับสิ่งที่ได้ UNESCO มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโบกาตอร์ (LBokator) ที่เอามาเคลมว่าเป็นต้นตำรับของมวยไทย, โขนวัด ที่มาเคลมว่าเป็นต้นตำรับของโขนไทย (ทั้งที่เครื่องแต่งกาย หัวโขน แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่กัมพูชาก็เอามาปรับเป็นแบบโขนไทยในภายหลัง) และชุดไทยนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ก็มีการทำป้ายและถ่ายรูปเอาไว้รอแล้วว่า กัมพูชาได้ชุดไทยเป็นชุดประจำชาติ

Cambodian prepare UNESCO

ดังนั้นการที่กัมพูชาเตรียมยื่นขอขึ้นทะเบียน "ประเพณีการแต่งงานกัมพูชา" (Khmer Traditional Wedding) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) ต่อองค์กรระดับโลกอย่าง UNESCO ฝ่ายผู้จัดทำเอกสารย่อมทราบดีว่า หากเสนอขอขึ้นทะเบียน "ชุดไทยประยุกต์" ตรงๆ ไม่ผ่านแน่นอน จึงเกิดการ “สอดไส้” ลงในหัวข้อกว้างๆ ว่าเป็น ประเพณีพิธีแต่งงาน (ซึ่งเป็นมรดกวิถีชีวิต) แล้วแอบแนบรูปภาพและวิดีโอประกอบของเจ้าสาวที่สวมใส่ชุดไทยประยุกต์เข้าไปในเล่มยื่น UNESCO

cambodia UNESCO document

เป้าหมายของเทคนิคนี้คือ หาก UNESCO อนุมัติหัวข้อประเพณีแต่งงานในภาพรวม สื่อโฆษณาชวนเชื่อก็จะนำผลการอนุมัติไปปั้นข่าวหลอกลวงคนในประเทศและชาวโลกทันทีว่า “UNESCO รับรองแล้วว่าชุดแต่งงาน (ที่ใส่ชุดไทย) เป็นมรดกของกัมพูชา!” ถือเป็นการใช้ช่องว่างทางเอกสารเพื่อเคลมวัฒนธรรมเพื่อนบ้านอย่างแยบยล!

บทสรุป: ความถูกต้องที่สากลต้องร่วมตรวจสอบ

ผ้าซัมปอตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของกัมพูชามีเสน่ห์และคุณค่าในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องไปหยิบฉวยของใคร การพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์และแอบสอดไส้ภาพชุดไทยในเอกสารสากล ถือเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือทางวัฒนธรรมของตนเอง

เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ คณะกรรมการ UNESCO รวมถึงสถาบันการศึกษาระดับโลก ต้องดำเนินการตรวจสอบแฟ้มเอกสารยื่นขึ้นทะเบียนอย่างรัดกุม ไม่ปล่อยให้ประเด็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตกเป็นเครื่องมือของ Fake News และการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไปครับ เพราะกัมพูชามีวัตถุประสงค์ที่ไม่บริสุทธิ์ต่อ UNESCO จึงกล้าทำเช่นนี้

เผยแพร่: 6 สิงหาคม 2569