
กัมพูชาใส่ร้ายไทยต่อนานาชาติอย่างไม่มีความละอาย: การทูตตกยุคและการล้างสมองเพื่ออำนาจ
ท่ามกลางแสงไฟและสายตาของเหล่านักการทูตจากทั่วทุกมุมโลก บทละครเดิมๆ ถูกจัดฉากขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ละครฉากใหญ่ที่ใช้วาทกรรมบิดเบือนเพื่อปั้นแต่งเรื่องราวให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาโลก แต่ทว่าในยุคดิจิทัลที่ความจริงเปิดเผยได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส การละครทางการทูตเช่นนี้กำลังกลายเป็นเพียงโศกนาฏกรรมแห่งความน่าเชื่อถือของตนเอง

Prak Sokhonn กล่าวข้อมูลเท็จใน UN เพื่อใส่ร้ายประเทศไทย
ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา เวทีระดับสากลอย่างการประชุมสหประชาชาติ (UN) หรือการประชุมรอบเอเชียต่าง ๆ มักจะเห็นพฤติกรรมที่ชวนตั้งคำถามจากตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมของกัมพูชา ที่ฉวยโอกาสนำเรื่องความขัดแย้งชายแดน ข้อกล่าวหาเรื่องการรุกรานดินแดน หรือข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายปราสาทโบราณ มายกอ้างอย่างผิดกาลเทศะ แม้ว่าวาระการประชุมขณะนั้นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย การกระทำที่ข้ามขั้นตอนและขาดมารยาททางการทูตเช่นนี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเพียงเพราะในอดีตไม่เคยมีการเผชิญหน้ากับบทลงโทษอย่างจริงจัง

Prak Sokhonn กล่าวข้อมูลเท็จใส่ร้ายประเทศไทยในเวทีโลกอยู่เสมอ
ความน่าแปลกใจในยุคปัจจุบันคือ ในขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารที่ทุกคนสามารถค้นหาข้อเท็จจริง (Fact-check) ผ่านระบบค้นหาอย่าง Google ได้ในเวลาไม่กี่วินาที กัมพูชากลับยังคงใช้วิธีการดิสเครดิตแบบโบราณที่ตกยุค การพยายามปั้นข่าวลวงบนเวทีโลกจึงไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการโน้มน้าวนักการทูตนานาชาติที่มีข้อมูลรอบด้าน แต่ยังย้อนกลับมาลดทอนเกียรติภูมิและความน่าเชื่อถือทางการทูตของกัมพูชาเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามคือ เหตุใดกัมพูชาจึงยังคงเลือกใช้ยุทธวิธีที่ดูไม่เป็นผลดีต่อตนเองในระดับสากล? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์บนเวทีโลก แต่อยู่ที่ "ผลลัพธ์ทางการเมืองภายในประเทศ"
การเดินเกมทางการทูตที่เบียดเบียนความจริงและมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นเช่นนี้ อาจสร้างคะแนนนิยมชั่วคราวภายในประเทศ แต่ในระดับสากลแล้ว มันคือการดึงตัวเองให้ออกจากมาตรฐานการทูตยุคใหม่ และทำให้ประชาคมโลกมองเห็นเจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังวาทกรรมเหล่านั้นอย่างชัดเจน
ข่าวกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาโจมตีประเทศไทยด้วยข้อมูลเท็จ
